เบี่ยงงวง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมที่เราแสวงหา ที่เรากำลังแสวงหานี้คือสมมุติ คือการเกิดนี้จริงตามสมมุติ โลกนี้คือละคร แต่เพราะบุญกุศลได้เกิดเป็นมนุษย์ไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาๆ ไง ศาสดาอบรมบ่มเพาะไว้ไง ถึงว่าการเกิดเป็นมนุษย์ถึงเป็นอริยทรัพย์ไง
การเกิดเป็นมนุษย์มันเป็นสัตว์ประเสริฐ แล้วยิ่งมาบวชพระนี่พระกรรมฐาน พระกรรมฐานมีโอกาสปฏิบัติมากมาย มึงทำอะไรกัน ทำอะไรกัน
ถ้าทำๆ เราจะฝึกหัดปฏิบัติในหัวใจของตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ๖ ปีไปฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เจ้าลัทธิต่างๆ คือพวกศาสดาต่างๆ ที่เป็นสมมุติๆ ก็ไปศึกษากับเขา เพราะอะไร เพราะเราไม่มีวุฒิภาวะไง ทั้งๆ ที่เป็นพระโพธิสัตว์นะ เวลาเกิดที่สวนลุมฯ “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” เดิน ๗ ก้าว เปล่งปฏิญาณเลย ยังมีนางพิมพา ยังมีสามเณรราหุล ยังต้องฝึกหัดปฏิบัติอีก ๖ ปีกว่าจะระลึกได้ไง ไม่ใช่ทางแล้วล่ะ ทางที่มันเป็นความสุขก็ทางตั้งแต่พ่อพาไปทำแรกนาขวัญไง เขาไปทำหน้าที่การงานกัน นั่งอยู่ที่โคนต้นหว้าไง หายใจเข้าระลึก หายใจอานาปานสติ กำหนดลมหายใจแล้วจิตมันสงบลงได้ ฝังใจ ทั้งๆ ที่เป็นราชกุมารนะ ฝังใจ น่าจะเป็นทางนี้ไง
ถึงที่สุดแล้วละทิฏฐิมานะ ละสิ่งที่เขาอบรมบ่มเพาะกันทางโลก ทิ้งหมดเลย กำหนดอานาปานสติ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิมุตติสุขครับ วิมุตติสุขๆ สุขที่แท้จริง ไม่เกิดอีกแล้ว ไม่ไป แล้วไม่มา ไม่ไปไหนทั้งนั้น รอเข้าโลง เข้าโลงก็จบ จบกันเสียที แล้วจบกันเสียที เห็นไหม
แต่เราฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นความจริงของเราขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงของเราขึ้นมา มีวาสนาขนาดนี้ มีวาสนาการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ไม่มีคนมีอำนาจวาสนาขึ้นมาจะฝึกหัดปฏิบัติอย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อค้นด้วยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาเหมือนกัน หลวงปู่มั่นท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่พระโพธิสัตว์ๆ ทั้งนั้น แต่ด้วยอำนาจวาสนา เวลาศึกษาค้นคว้าก็ศึกษาค้นคว้าจากธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่มีอำนาจวาสนา เห็นไหม ในปัจจุบันน่ะ ทั้งๆ ที่องค์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำเป็นข้อวัตรปฏิบัติเอาไว้แล้ว มีหนทางเครื่องดำเนินร้อยแปดพันเก้า มีหนทาง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรานะ ปูนหมายป้ายทางเอาไว้แล้ว ธรรมและวินัยๆ ปริยัติ ศึกษาปริยัติ ปริยัติแล้วปฏิบัติ ปฏิบัติก็งมโข่ง ปฏิบัติก็ล้มเหลว
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติด้วยอำนาจวาสนาของท่านไง ท่านปฏิบัติประสบความสำเร็จของท่านไง ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง เจริญในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นขึ้นมาไง แล้วเป็นข้อเท็จจริง
เฮ้ย! มึงไม่เอากันหรือวะ มึงไม่เอาหรือ มึงไม่ทำหรือ
ถ้ามึงทำๆ ทำด้วยความจริงจังของเราสิ ทำให้เป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา ไหนว่ารักตัวรักตนไง วิมุตติสุขเอาไหม ทุกข์เจียนตายอยู่นี่ แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เราฝึกหัดปฏิบัติของเราให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา อย่างน้อยมันก็เป็นจริตเป็นนิสัย นิสัย เห็นไหม สิ่งที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันมีร่องมีรอยทั้งนั้นน่ะ
ความลับไม่มีในโลก คนทำน่ะรู้ คนทำมันทำเอง ถ้าเป็นทุจริตลับๆ ล่อๆ อยู่นั่นน่ะ ถ้าเป็นความสุจริตจะโฆษณาชวนเชื่อเชียว ขึ้นป้ายให้เขารู้ แต่กรรมฐานไม่มีหรอก นั่นล่ะทางของกิเลสทั้งนั้นน่ะ ส่งเสริมมัน ส่งเสริมให้กิเลสมันฟูในใจ กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายเราอยู่แล้ว เวลามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา บูชามัน ทำตามที่มันพอใจ มันพอใจอย่างนั้นน่ะ กีดเขา ขวางเขา ทำลายเขา
เราไม่ทำ แต่คนอื่นเขาจะทำ คนอื่นเขาจะทำ ส่งเสริมเขาบ้าง คนที่เขาจะทำมี ไอ้เราไม่ทำก็ความเลวทรามของตนเองไง ไม่กล้าพูดออกมา ไม่กล้าตะโกนว่า “กูจะกีดขวางพวกมึงไง” แต่ธรรม ไอ้คนเขาทำคุณงามความดีของเขา เขาก็เกรงใจ
ครอบครัวกรรมฐาน จะเกิดกองทัพธรรมขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติมาขนาดไหน แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของท่าน
หลวงปู่มั่น ถ้ำสาริกา ๓ ปี ได้ ๒ ขั้น ขั้นที่ ๓ บุคคลคู่ที่ ๓ ระลึกถึงหมู่คณะ เราทุกข์ยากขนาดนี้ ไอ้พวกนั้นมันมืดบอด ต้องไปเปิดหูเปิดตามันบ้าง พอเปิดหูเปิดตามันขึ้นมาได้ “กำลังเราไม่พอๆ” หนีขึ้นไปเชียงใหม่ คู่ที่ ๔ จบสิ้น กลับมาแล้ว “มีอะไรว่ามา ว่ามาได้” นี่ไง เป็นบุญเป็นกุศลไหม
สหชาติเกิดร่วมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ นั่นน่ะสหชาติ ต้องบุญ ต้องมีกุศลมากมายมหาศาล นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ “เราเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”
ในครรภ์ของนางมหามายาเกิดได้องค์เดียว เกิดได้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การปรารถนาเป็นพุทธมารดา เวลาคลอดเจ้าชายสิทธัตถะก็สิ้นพระชนม์ไป เพราะจะไม่มีใครเกิดในครรภ์อันนี้ได้อีกเด็ดขาด เพราะเขาไม่มีบุญกุศลพอ บุญกุศลอันนั้นมันมหัศจรรย์
นี่สหชาติ การเกิดร่วมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบวก เป็นบวกในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเป็นบุญเป็นกุศล
ไอ้พวกที่เป็นโทษ เทวทัตๆ พระเจ้าสุปปะพุทธะกับพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพี่ชายและน้องชาย เกิดเป็นลูกพี่ลูกน้อง บวชเป็นลูกศิษย์ เป็นทางลบทั้งนั้น ทั้งกีดทั้งขวาง ทั้งทำลายทั้งนั้น ทำลายไง จะปกครองสงฆ์ จะยิ่งใหญ่ เอ็งรู้อะไร เอ็งทำอะไร
แล้วเวลาอย่างนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช้าออกบิณฑบาต ถ้าเวลาเหลือนะ จะไปคุยธรรมะกับพวกเจ้าลัทธิต่างๆ โต้แย้งธรรมะกัน ศิโรราบทั้งนั้นน่ะ สิ่งนี้เป็นจริงๆ เขาทำอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ทำ แต่ทำไม่เหมือนเอ็ง เขากราบทิศไหว้ทิศไง พวกพราหมณ์ไง เราก็ไหว้ แต่ทิศของเรานะ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นหมู่เป็นคณะ บริหารทิศ บริหารการบริหารจัดการของเรา บริหารด้วยความเป็นธรรมไง
เห็นไหม คนที่เป็นธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เทศนาว่าการกับเจ้าลัทธิต่างๆ นะ เบี่ยงงวงไง ด้วยความเมตตานะ
ดูช้างสารสิ ช้างเวลามันเข้าฝูง มันทักทายกันนะ มันเอางวงลูบกันน่ะ เอางวงลูบ ตัวมันใหญ่ ถ้าลูบแรงไป เดี๋ยวมันเจ็บ ลูบแรงไป เดี๋ยวมันสะเทือนคนอื่น เห็นไหม เบี่ยงงวง
ความรู้มันมหัศจรรย์กว่าที่โต้แย้งกับพวกเจ้าลัทธิต่างๆ มากมาย ไอ้พวกนั้นน่ะ เดียรถีย์นิครนถ์ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด อยู่กับสังคมโลก หากินกับโลกเขา การประพฤติปฏิบัติมันฆ่ากิเลส ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขาหากิเลส ให้เห็นกิเลสในใจของตน
สิ่งที่มานั่งกันอยู่นี่ ที่มันพ่นพิษอยู่นี่ มันมาจากอะไร
มันมาจากอวิชชาไง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลูกสาวมัน ไอ้มารยาสาไถยนั่นลูกหลานมัน มันบาดหูบาดตา
ถ้าทำคุณงามความดีของเรา คำว่า “คุณงามความดี” ธรรมและวินัยเป็นเครื่องวัด เห็นไหม ชาวพุทธเป็นคนดีๆ เขาวัดกันตรงไหนวะ
ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ เขาวัดที่ศีลที่ธรรมนั่น เขาไม่ได้วัดว่ามึงกีดขวาง มึงยิ่งใหญ่มาจากไหนหรอก
ยิ่งใหญ่ขนาดไหนนะ ในวงกรรมฐาน ครอบครัวกรรมฐานไง มิจฉาทิฏฐิก็มี เวลาไปอยู่กับใคร ถ้าหัวหน้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราก็หลบก็หลีกเอา นั่นน่ะผู้ยิ่งใหญ่ ใหญ่โดยกิเลสไง ใหญ่โดยทิฏฐิมานะ ใหญ่โดยฉันยิ่งใหญ่ ฉันมหัศจรรย์
ฉันนะเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวช ออกไปกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระฉันนะ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกจากราชวังไปน่ะ ถึงเวลาแล้วนะ พอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ๖ ปี ค้นคว้ามาขนาดไหน สร้างอำนาจวาสนาบารมีมามหาศาลเป็นศาสดา ทุกคนเขาเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจะได้เฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มานั่งหน้ากุฏิน่ะ ไม่มีฉันก็ไม่มีพระพุทธเจ้านะ
ใครไปใครมา โอ้โฮ! ทั้งสะอิดสะเอียน ทั้งจะอ้วกแตก ไปฟ้ององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนมันมืดบอดไง
เบี่ยงงวง ไม่พูดนะ
มันก็ว่ามันพาออกบวชน่ะ พระฉันนะยิ่งใหญ่ กิจกรรมอันหนึ่ง ตั้งแต่พระพุทธเจ้าออกบวช ถืออันนั้นว่ายิ่งใหญ่ แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการได้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุ บวชมา ๑,๒๕๐ องค์ วันมาฆบูชา เอหิภิกขุ บวชให้เอง สั่งสอนเอง เป็นพระอรหันต์ทั้งนั้นเลย เวลาเป็นพระอรหันต์ โลกนี้ร่มเย็นเป็นสุข ความมหัศจรรย์ เทวดา อินทร์ พรหมรอบล้อมเลย
ดูสิ หลวงปู่มั่นน่ะ กลางคืนเทศนาว่าการกับใคร เวลาหลวงปู่ชอบไปเพชรบูรณ์ เวลาธุดงค์ไปทางเชียงใหม่ เวลาทำวัตรสวดมนต์ตอนกลางคืน ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต เวลาท่านจะย้ายไป พวกเทวดามานิมนต์เลย ขอให้ท่านอยู่ที่นี่ เวลาท่านสวดมนต์ โอ้โฮ! มันกังวาน มันมีความสุข มันมีความร่มเย็นน่ะ เทวดา อินทร์ พรหมเขารู้
ถ้าทำคุณงามความดีมันร่มเย็นเป็นสุข แม้แต่เทวดา อินทร์ พรหม สิ่งที่เป็นทิพย์เขายังเข้าใจได้ไง แล้วสิ่งที่เป็นโลกๆ มันเสียดสี มันกีดมันขวาง เขารู้เขาเห็นน่ะ เขาเอียน เขาเอียน เขาขยะแขยง เอ็งรู้ไหม
ถ้ารู้ อย่าไปกีดไปขวางเขา จะทำอะไร ส่งเสริมเขา ถ้าไม่ทำก็หลบหลีกไปไกลๆ ให้เขาทำ อย่าไปกีดไปขวางกัน ไปกีดไปขวางในครอบครัวกรรมฐานไง
สิ่งที่ได้มาๆ มันได้มาจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ได้มาจากครูบาอาจารย์ที่การกระทำขึ้นมาให้เป็นความจริงไง เวลาครูบาอาจารย์ เห็นไหม
มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาดนะ คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง ครูบาอาจารย์เขารู้เขาเห็นน่ะ แต่เบี่ยงงวง ถ้าเอางวงลูบ ช้างตัวมันใหญ่ แรงมันเยอะ กระเด็นหมดน่ะ กระเด็นด้วยทิฏฐิมานะของเรา กระเด็นด้วยกิเลสของเรา กระเด็นด้วยความอหังการของเรา เจ็บช้ำน้ำใจ เจ็บปวด ไม่เป็นธรรม ลำเอียง ร้อยแปดพันเก้า
ถ้าเป็นจริง กิเลสเราต่างหากล่ะ กิเลสเราน่ะ
เกิดเป็นคนไทย ปฏิเสธไม่รับรู้กฎหมายไทยไม่ได้ บอกไม่รู้กฎหมาย
ทำอะไรผิดคือผิด ธรรมและวินัยเขามี คนที่ปฏิบัติเขาเห็น น้ำร้อนก็คือร้อน น้ำเย็นก็คือเย็น มันเป็นวิทยาศาสตร์ เรากีดขวางเขา เราขัดแย้งเขา เราย่ำยีเขา นี่ของร้อน ใครๆ ก็รู้ได้
เราเมตตาเขา ผู้มาใหม่ เราทำเป็นตัวอย่าง
สอนเขาด้วยปาก ตัวเองยิ่งกว่าเรือเกลือ ตัวเองกีดขวางเขาไปทั่ว มันจะเป็นประโยชน์กับใครวะ พฤติกรรมนั่นน่ะมันบอก แต่ถ้าความจริงล่ะ ความจริงมันโล่งมันโถง น้ำใสใจจริง โอ้โฮ! มันอบอุ่นนะ แต่ถ้ามันไม่ใช่ มันไม่ใช่ล่ะ
แล้วครูบาอาจารย์ คนที่มีกำลัง เบี่ยงงวงไง ไม่กดไม่ดัน ไม่ทำอะไร
คิดว่าไอ้นั่นเป็นทางสว่าง ทางสะดวกหรือ
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำคุณงามความดีมามากมายขนาดไหน ทำความชั่วมาอย่างไร นั่นน่ะมันเป็นกรรมของสัตว์ทั้งนั้นน่ะ
แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง นี่ไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริง หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนเอง “ใครจะดี ใครจะชั่ว มันเรื่องของเขา เราจะทำคุณงามความดีว่ะ”
คนทำคุณงามความดีเขาก็แบกรับภาระ ต้องดันทุรังทำของเราขึ้นไป ไอ้ที่มันกดมันถ่วงมันทับ นั่นก็เป็นเรื่องกิเลสทั้งนั้นน่ะ เรื่องมาร เรื่องพญามาร
ใครจะดี ใครจะชั่วเรื่องของเขา เราจะทำคุณงามความดีของเราว่ะ แต่ทำแล้วมันฟางเส้นสุดท้ายไง อะไรก็ทับลงไปๆ มันทุกข์มันยากเว้ย มันทุกข์มันยาก แล้วทุกสังคมเป็นอย่างนี้ ทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว
นั่นทุกสังคมนะ แล้วใจเราล่ะ ใจเราล่ะ ใจเราล่ะ
เพราะอะไร
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนามารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก คนจะดีคนจะชั่วมันอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดอันนี้ จริตนิสัยข้างในสำคัญที่สุด ถ้าสำคัญที่สุด เราก็ปรารถนามาทั้งนั้นน่ะ ไม่มีใครเอาปืนจี้ให้มาบวชนะ มาบวชกันด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ทั้งนั้นน่ะ ด้วยความปรารถนาดีทั้งนั้นน่ะ เวลาบวชแล้วทำไมเป็นเรือเกลืออย่างนี้
พระกรรมฐานมันก็มีข้อวัตรตามข้อเท็จจริง มันไม่ต้องเอาปืนมาจี้ ไม่ต้องมาข่มขี่บังคับอะไรกันทั้งนั้นน่ะ พฤติกรรมทำผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ก็เห็นๆ กันอยู่อย่างนี้ แล้วอะไรมันจะผิดมันจะถูกล่ะ มันผิดมันถูกมันก็อยู่ที่พฤติกรรมนี่ไง ก็การกระทำที่เห็นๆ กันอยู่นี่ไง
ถ้ามันเป็นจริงๆ ให้มีสติสัมปชัญญะ
ทำไม่ได้ ไม่พอใจ หลบหลีกไป อย่ากีดขวางคนอื่นเขา คนอื่นเขาจะทำคุณงามความดีๆ ให้เขาได้ทำ เพราะอะไร
นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวนะ เวลาพรรษามากท่านให้ออกๆ เพราะอะไร ท่านให้คนใหม่เข้ามาได้ฝึกหัดไง คนใหม่เข้ามาๆ มันเห็นไง แล้วคนใหม่เข้ามา “แบบอย่างเป็นอย่างนี้หรือ ไหนว่าปฏิปทาธุดงคกรรมฐานน่ะ”
เราเจอบ่อยนะ ไอ้พระมันหนีบมาเลยนะ หนังสือสอนอย่างนี้ แล้วเอ็งทำอย่างนั้นหรือ
ข้อเท็จจริงที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแนะนำ ท่านมีการกระทำ แล้วธรรมทายาทๆ ที่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นท่านก็ทำกันอย่างนี้ แล้วท่านเป็นพระอรหันต์กันไปหมดแล้ว แล้วนี่มันเป็นวิธีการที่ให้ทำๆ
เขาหนีบหนังสือมาหาเราเลยนะ ดูสิ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นสอนอย่างนี้ วงกรรมฐานเขาให้ทำอย่างนี้ กูไม่เห็นพระทำเลย
เขาเอาหนังสือมาแล้วมาโต้แย้งกับเราเลยนะ
บอก มันเรื่องกรรมของสัตว์ว่ะ
เราบวชใหม่ๆ เราก็แสวงหา แล้วที่ได้มาก็นี่แหละ ปฏิปทาธุดงคกรรมฐานฯนี่แหละ อ่านแล้วพยายามทำตามนั้นไง พยายามทำอย่างนั้น แล้วพยายามทำอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะเริ่มต้นใหม่คุยกับใครก็ไม่รู้หรอก
เรานะ เวลาพูดกับผู้ฝึกหัดปฏิบัติใหม่เราก็รู้ เขาพูดเขาก็แจ้วๆ เจตนานี่ อู้หู!ไฟแรง เอาให้ได้ แต่ไม่ได้หรอก เพราะอะไร
เพราะกูกว่าจะได้สองสามปีนะ ไม่รู้อะไรเลย จับผิดจับถูกไปอย่างนั้นน่ะ มีอย่างเดียวเท่านั้นน่ะ มีแต่เจตนาที่ดีงาม มีแต่ความเพียรที่โถมใส่เข้าไป ผิดถูกอะไรก็ยังไม่รู้ เพราะไม่เป็น แต่พอมันดีขึ้น เออ! มหัศจรรย์มาก แล้วหายหมดเลย เสื่อมหมด พอเสื่อมหมดขึ้นมา จะทำอย่างไรให้ได้ แล้วทำอย่างไรไม่ได้ มันจับหลักไม่ได้ พอจับหลักไม่ได้ เห็นไหม
เวลาหลวงปู่จวนพูดไง “อวิชชาอย่างหยาบๆ สงบตัวลง”
จับอะไรไม่ได้ มันก็จับต้องอะไรไม่ได้
“อวิชชาอย่างกลาง อวิชชาอย่างละเอียดมากมายมหาศาล”
เออ! พยายามจับหลักไว้ มีสติสัมปชัญญะไว้ พุทโธๆ น่ะ มีสติอยู่กับพุทโธไว้
แล้วเวลาไปเปรียบเทียบกับหลวงตาพระมหาบัวไง นี่ไง จักราชนั่นไง กำหนดรู้เฉยๆ ไง เป็นสมาธิได้ไหม ได้ แต่เวลามันเสื่อมไปแล้วนะ ล้มลุกคลุกคลาน เอาคืนไม่ไหว
ฉะนั้น เวลาไปหาหลวงปู่มั่นไง “จิตมันเหมือนเด็กๆ ว่ะ ต้องมีอาหารให้มัน พุทโธไว้ๆ ถ้ามันเสื่อมไป มันโลเลไป เดี๋ยวถ้ามันมีอาหารไง มันมีนวกรรมไง มันมีสติไง มันมีสัจจะความจริงไง เดี๋ยวมันกลับมาเอง”
แล้วท่านก็บอกว่า มันก็กลับมาจริงๆ เพราะเวลามันอีลุ่ยฉุยแฉก มันไปของมันน่ะ เพราะไม่มีใครควบคุมมันได้ จิตนี้เป็นนามธรรม ความรู้สึกเป็นนามธรรม แล้วมันก็ไปอีลุ่ยฉุยแฉกโดยเวรโดยกรรมของสัตว์ มันดันทุรังของมันไปทั่วไง
พุทโธๆๆๆ มึงจะไปไหนก็ไปเถอะ กูอยู่นี่ พุทโธๆๆ เวลามันมานะ เออ! มันต้องมีจุดหมาย มีที่หมาย มีสติสัมปชัญญะ แล้วมันรู้มันเห็นอย่างไรมันรักษาเอง พอมันรักษาของมัน พอมันรักษาของมันเพราะอะไร เพราะมันเข็ดไง
เวลาเราทุ่มเท เราทุ่มเทด้วยชีวิตเลยนะ แต่ทุ่มเทด้วยความเห็นผิดไง ทุ่มเทเพราะกูก็ไม่รู้อะไร กูจะเป็นพระอรหันต์น่ะ แต่กูก็ไม่รู้อะไรเลย แล้วกูก็เป็นพระอรหันต์แบบกิเลสกูเนี่ย มันจะบรรลุธรรมตามแต่กิเลสกูพอใจเลยล่ะ
อารมณ์มันดีมันก็ว่าเป็นพระอรหันต์นะ เดี๋ยวกิเลสมันตื่นขึ้นมานะ เฮ้ย! พระอรหันต์กูก็หายไปหมดแล้วล่ะ แต่กูไม่รู้จะพูดอย่างไร กูหน้าด้านวะ กูก็พูดของกูไปอย่างนี้ แต่มันไม่มีเหตุมีผลหรอก ไร้สาระ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันต้องมีที่มาที่ไป มันต้องมีเหตุมีผลของมัน
คนที่ฝึกหัดปฏิบัติล้มลุกคลุกคลานมาขนาดไหนมันก็รู้ของมัน เวลามันดีขึ้นมา มึงไม่รู้หรือ แล้วเวลาดีขึ้นมา มันเสื่อมหมด เอ็งรู้ไหม เอ็งก็รู้เหมือนกัน แต่ไม่กล้าพูด อายเขา
เวลาไม่ดีน่ะรู้ เวลามันดีขึ้นมาบ้างก็รู้ เวลามันเสื่อมมาก็รู้ แต่ไม่กล้าพูด เพราะมันไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรเสื่อมไง แล้วดี ดีอย่างไร แล้วเสื่อม เสื่อมอย่างไร ไม่รู้
แต่หลวงปู่เจี๊ยะไง “พุทโธไวๆ เว้ย พุทโธอย่างมึงไม่ทันกินหรอก พุทโธอย่างมึง กิเลสมันตบหัวเล่น พุทโธไวๆ พุทโธไวๆ ไม่ต้องลมหายใจ พุทโธอย่างเดียว พุทโธไวๆ เลย”
แล้วท่านก็พุทโธไวๆ ท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว กว่าจะเป็นพระอรหันต์ไง ให้ชำนาญในวสี
แล้วเราอยู่กับท่าน ท่านรำคาญมากนะ ไอ้พวกปัญญาๆ น่ะ ท่านบอกว่าไร้สาระ
ถ้าคำว่า “ไร้สาระ” มันก็เป็นโลกียะไง เป็นปัญญาโลกๆ ไง เป็นสัญญาอารมณ์ที่เอาไว้ถากเอาไว้ถางกัน ท่านเป็นพระอรหันต์นะ พวก ๙ ประโยคทั้งถากทั้งถาง “ไอ้พุทโธ ไอ้พวกโง่ๆ ไอ้พวกหลับตาๆ ไอ้พวกนี้ไม่มีสติไม่มีปัญญา ตำรับตำราเขามีให้ศึกษาให้เรียน มันก็ไม่เรียน แล้วเวลามันฝึกหัดๆ โดยที่มันไม่รู้อะไร มันจะรู้ได้อย่างไร”
รู้ด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ด้วยสติด้วยปัญญา รู้ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษชน ดีก็ว่าดี ชั่วก็ว่าชั่ว ถ้าชั่วแล้วตั้งตัวใหม่ให้มันดี ดีขึ้นมาแล้วให้ชำนาญในวสี ชำนาญในวสี การเข้าการออก
ไอ้พวกดัดจริต “สมาธิมีเข้ามีออกด้วยหรือ”
ฌานสมาบัตินะ ปฐมฌาน ทุติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีเข้ามีออกไหม สมาบัติ ๘ เข้าหรือเปล่า แล้วเข้าอย่างไร เข้าแต่ละชั้นขึ้นไปน่ะ แล้วถอย ถอยอย่างไร แล้วเข้าสมาบัติ ๘ เข้าและออกจนมันมีกำลัง มันจะมีอะไรบ้าง อภิญญา ๕ อภิญญา ๖ ทำไมจะไม่รู้ รู้ได้ไม่ได้ มีเข้ามีออกไหม
ดัดจริต ภาวนาก็ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่เป็น ดีแต่โต้แย้งเขา
ไอ้พุทโธๆ นี่แหละ ไอ้โง่ๆ นี่แหละ ครูบาอาจารย์เรา ธรรมทายาท เพชรน้ำหนึ่งทั้งนั้นน่ะ เพชรน้ำหนึ่งเพราะซื่อสัตย์สุจริต เพชรน้ำหนึ่งเพราะอำนาจวาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสร้างอำนาจวาสนาของท่านมา ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เวลาประพฤติปฏิบัติไปแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณ หลวงปู่มั่นท่านกำหนดดูของท่าน ท่านย้อนของท่านได้เพราะอำนาจวาสนาท่านมี คนจะทำได้เขาต้องสร้าง เห็นไหม
จะเดินทาง จะมีรถ ต้องซื้อรถ ซื้อรถไม่ได้ก็ต้องประกอบรถขึ้นมาเป็นรถของตนเองได้
รถก็ไม่มี ทำก็ไม่เป็น ไปไหนก็เดินด้วยเท้า แล้วเขาทำมาด้วยฤทธิ์ ไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ นักปราชญ์ราชบัณฑิตเขาจะรู้กันโดยเฉพาะวงของนักปราชญ์ราชบัณฑิตด้วยกัน เพราะเขาคุยกันรู้เรื่อง นักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมาพูดกับไอ้ขี้เท่ออย่างพวกเรานี่ ประชาธิปไตยนะมึง กูก็บวชพระนะ ศีล ๒๒๗ เท่ากันนะเว้ย เป็นคณะสงฆ์นะมึง แต่ไร้สาระ
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ เบี่ยงงวง จะทำอะไรนะ เพราะมันดื้อตาใส มันดื้อเงียบ ดื้อเพ่ง ไม่มีวาสนา ถ้ามันมีวาสนามันต้องกลับตัวกลับใจ กลับการกระทำ การกลับตัวกลับใจ กลับใจเข้าสู่มรรคสู่ผล กลับใจเข้าสู่เส้นทางของพระพุทธศาสนา
ตัวเองนอนแช่อยู่กับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ใจของตนให้กิเลสมันย่ำยี ย่ำยีแล้วยังไม่รู้จักว่ากิเลสมันย่ำยี ยอมจำนนกับมัน เอาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาเครื่องแบบของนักรบ ของภิกษุ ของพระในวงกรรมฐานไปเป็นรองเท้ารองตีนให้กับกิเลสมันย่ำยี แล้วยังเห่อเหิมทะเยอทะยานว่าตัวเองยิ่งใหญ่ เป็นอาวุโส มีอายุพรรษา เป็นผู้มีธรรม
เป็นอย่างนั้นหรือ
นี่ไง ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ท่านเบี่ยงงวง เห็นไหม
เพราะเวลาช้าง เวลาทักพวกญาติพี่น้อง มันสูดอากาศไง ได้กลิ่น รับรู้
แล้วถ้ามันเป็นจริง มันฝึกมันหัด
แม่แปรก มันจะพาฝูงของมันหาอาหาร พาฝูงของมันอพยพเพื่อน้ำและอาหาร และความปลอดภัยของเด็กน้อย
ผู้ที่สืบทอด เวลาฝูงของมันมีภัย มันล้อมรอบเลย หันหน้าออก ให้ลูกอยู่ตรงกลางเพื่อความปลอดภัย เพื่อความเจริญงอกงามของฝูง เพื่อความดีงาม
นี่ไง เขาทำของเขาด้วยความถูกต้องชอบธรรม เขาไม่กีดไม่ขวาง เขาไม่อ้างอิงตำรา
นี่ไง มาเลยน่ะ มีพระมาหาน่ะ หนีบมาเลยนะ ปฏิปทาธุดงคกรรมฐานฯ ตำราสอนอย่างนี้ แต่ธุดงค์ไปแล้วไม่เคยเห็นใครทำอย่างนี้เลย
นั่นมันกรรมของสัตว์ไง
ตำราสอนอย่างนี้ด้วยการเก็บหอมรอมริบ ด้วยการศึกษาค้นคว้ามา โดยหลวงตาพระมหาบัว ท่านจะเขียนประวัติหลวงปู่มั่น ถ้าท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น ๘ พรรษาสุดท้าย ท่านบอกสบายมาก เพราะหลวงปู่มั่นกับท่านอยู่ด้วยกัน ท่านนี่จอมซัก จอมหาข้อมูล แต่ก่อนหน้านั้นท่านก็พอจะอนุมานเอาได้ แต่ไม่ ท่านก็ไปศึกษาค้นคว้าจากหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว ครูบาอาจารย์รุ่นแรกไง หลวงปู่พรหม ที่ไปทางเชียงใหม่ ท่านสนิทมากๆ
นี่ไปศึกษาไปค้นคว้ามาเพราะอะไร เพราะว่าหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน โดนหลวงปู่มั่นสับๆ สับๆ มาทั้งนั้นน่ะ ไอ้สับๆ ท่านจดจารึกมา เก็บมาเป็นปฏิปทาธุดงคกรรมฐานฯ
สิ่งที่ได้มาๆ มันเป็นคุณงามความดีทั้งนั้น มันเป็นข้อเท็จจริงทั้งนั้น แล้วเราจะใช้ประโยชน์ไหม เราอยากได้ประโยชน์ไหม
มันมีไง หนีบมาเลยนะ มาต่อว่านะ มาคัดค้าน
เราบอก เราก็ประกันใครไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโกจากผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล ใจดวงใดทำสมาธิไม่เป็น มันจะเกิดมรรคขึ้นมาได้อย่างไร ใจทำสมาธิๆ ทำกันอยู่นี่มันเป็นมิจฉา คำว่า “มิจฉาๆ” มิจฉาเพราะมันมีกิเลสเจือปนมา
เราเกิดมาเรามีอวิชชาในหัวใจของเราอยู่แล้ว เรามีพญามารอยู่ในใจของเราอยู่แล้ว แล้วพญามาร เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง มันมีลูกสาว ๓ คน มันมีลูกมีหลานของมันเต็มหัวใจของตน แล้วเราปฏิบัติไปเป็นสมาธิได้บ้าง เวลามันหลบมันหลีกเราขึ้นมา แต่ครอบครัวของมารน่ะ ในหัวใจมันเต็มหัวใจของตน ฉะนั้น เป็นสมาธิมันก็มีกิเลสเจือปนมา
พอเจือปนมาก็ส่งออกไป มันก็จินตนาการไป จนความโลภ ความโกรธ ความหลง มันยุได้เท่าไร มันแหย่ได้เท่าไร มันกีดมันขวางได้เท่าไร มันก็พาสมาธินั้นแหละไปรู้ไปเห็นตามแต่มันพอใจไป
ฉะนั้น เวลาหลวงเสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนไง ต้องให้รั้งไว้ ดึงมันกลับมา
อะไรวะ กูก็งง กูไม่รู้นะ ดึงอย่างไรวะ
สมาธิไง มันดึงกลับได้ ถ้าดึงกลับไม่ได้ หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนแม่ชีแก้วไม่ได้
แม่ชีแก้วไปหมดเลย วันไหนภาวนาถ้าไม่รู้ไม่เห็นอย่างนั้นภาวนาไม่ดีนะ ถ้าภาวนาแล้วไปเที่ยวสวรรค์นรก โอ้โฮ! วันนี้จะบรรลุธรรม
หลวงตาสอนว่า รั้งไว้บ้างได้ไหม รั้งไว้ก่อน รั้งไว้บ้างก็ได้ ปล่อยมันไปบ้างก็ได้
เพราะท่านรู้ว่า จิตถ้ามันส่งออก มันไปตามกิเลสแล้วเอาไม่อยู่ แล้วเอาไม่ได้ ถ้าเอา คนนั้นรากเลือด ฉะนั้น รั้งไว้ ๕๐–๕๐ ไง ถ้ามันสุดความสามารถ มันจะหลุดไปก็แล้วกันไป แต่หัดรั้งไว้
เพราะการรั้ง การหัดไว้ นั่นเป็นการเริ่มต้น ถ้าไม่รั้ง ไม่หัดไว้ มันก็จะส่งออกไปอย่างนี้เป็นมิจฉา ไปกับลูกสาวของมารน่ะ ความโลภ ความโกธร ความหลง กับสมาธิที่ฝึกหัดปฏิบัติมาแล้วมันก็ไป นี่จิตมหัศจรรย์ขนาดนี้
จิตนี้มีคุณสมบัติที่มหัศจรรย์ขนาดนี้ แล้วไม่มีครูบาอาจารย์คอยดูแลมันไง แม่ชีแก้ว โอ้โฮ! ปฏิบัตินี่ โอ้โฮ! ใครๆ ก็ชื่นชมนะ เพราะไปรู้ไปหมดเลย...แต่ปฏิบัติผิด
เวลาจะถูก เห็นไหม ถ้าไม่ฟังกัน ออกไป
ไม่มีที่พึ่งแล้ว อ้าว! เอาไงก็เอากัน รั้งไว้ จิตเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าไปเห็นกาย อ๋อ! มันเห็นอย่างนี้เอง ปล่อยอย่างนี้เอง อู๋ย! มันยอดเยี่ยมอย่างนี้เอง โอ๋ย! มันขาดอย่างนี้เอง หลวงตาอบรมบ่มเพาะขึ้นมาจนเป็นแม่ชีอรหันต์
ผิดก็ผิดไปทั้งนั้น เวลาถูก ถูกมันมาจากไหน แล้วถูกมาจากไหน ถูกมาจากหลวงตาพระมหาบัวหรือ ก็ถูกมาจากใจแม่ชีแก้ว
แม่ชีแก้วเวลาผิด ผิดไปตามหัวใจของแม่ชีแก้ว แล้วแม่ชีแก้วก็ไม่รู้ว่าผิด แต่เข้าใจว่าถูก แล้วเข้าใจว่ายิ่งใหญ่ด้วย แต่กว่าจะหลวงตาสับเอาจนได้สติสำนึกได้
รั้งไว้ รั้งไว้ รู้จักไหม เข้าออกรู้จักหรือเปล่า
สัมมาสมาธิมันรู้มันเห็น ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา สัมมาสมาธิเป็นสมถกรรมฐาน ยกขึ้นสู่วิปัสสนานั้นคือภาวนามยปัญญา ใจที่มีมรรคไง
ใจดวงใดมีมรรค ใจดวงนั้นจะมีผล
ใจดวงใดไม่มีมรรค มีแต่มิจฉาทิฏฐิ มีแต่ความเห็นผิด มีแต่ไสยศาสตร์ มันก็เป็นการภาวนาเพื่อบุญเพื่อกุศล ได้ภาวนา แต่ภาวนาเหลวไหล
แต่มันน่าเห็นใจที่ว่า คนจะเป็นจริงได้มันต้องมีวาสนา ต้องสร้างอำนาจวาสนามามันถึงจะซื่อสัตย์สุจริต ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก เพราะปัจจัตตัง คิดเอาเอง เข้าข้างตัวเอง วินิจฉัยเอง ดูแลเอง ผิดก็เข้าใจว่าถูก
ถ้ามีวาสนา วินิจฉัยเอง ดูแลเอง พิจารณาเอง ผิด เจ็บปวด ผิด ทำให้หลงผิด ถ้ามันจะเข้าทางที่ถูก มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พาหัวใจของตนเข้าสู่พุทธะ ตื่นจากการครอบงำของกิเลส ใช้ฝึกหัดวิปัสสนา
วิปัสสนาคือภาวนามยปัญญา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ ด้วยมรรค ๘ ด้วยทางสายเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริงในหัวใจของตน เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นผู้รู้แจ้งในใจของตน เอวัง